กระทู้แนะนำ โมเดลกระดาษรูปคุณหมอตุล
                มองโลกสดใสหลังทำ Lasik
               การ์ตูนความรู้เรื่องต้อหิน
               Anniversary Drtulaya.com "ความประทับใจ...คุณหมอตุลยา"
               Chic by Sunglasses
 
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: ขอถามเรื่องต้อหินหน่อยนะครับ  (Read 7397 times)
EARt123
Newbie
*
Posts: 4


« on: December 20, 2010, 06:10:57 pm »

คือ เห็นแถบสายรุ้งรอบหลอดไฟฟ้าไกลๆ ตอนกลางคืนเนี้ย
ถ้าสังเกตดีๆก็เห็นกันทุกคนไม่ใช่หรอ ครับ ? สายรุ้ง เนี้ย
แต่พอมองไกล้ๆไม่เห็นนะ
อยากทราบว่าการเห็นสายรุ้งแถบล่างกับบนรอบดวงไฟจะเป็นอาการต้อหินรึป่าวครับหรือเป็นว่าการปกติ และคนปกติเห็นรึป่าว กังวนมากๆ - -

ผู้รู้ช่วยทีครับ


Share  


Logged
EARt123
Newbie
*
Posts: 4


« Reply #1 on: December 28, 2010, 07:13:15 pm »

คือ เห็นแถบสายรุ้งรอบหลอดไฟฟ้าไกลๆ ตอนกลางคืน
ถ้าสังเกตดีๆก็เห็นกันทุกคนไม่ใช่หรอ ครับ ? สายรุ้ง อะ
แต่พอมองไกล้ๆไม่เห็นนะ หมอ
อยากทราบว่าการเห็นสายรุ้งแถบล่างกับบนรอบดวงไฟจะเป็นอาการต้อหินรึป่าวครับหรือเป็นว่าการปกติ กังวนมากๆ - -

หมอช่วยทีครับ

  

Logged
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #2 on: December 29, 2010, 01:43:31 pm »

ถ้าต้องการทราบว่าเป็นต้อหินจริงหรือไม่นั้น ต้องมีตรวจเ็ช็คอย่างละเอียดคะ เราต้องเช็คเรื่องความดันตา และดูเรื่องลานสายตาด้วยคะ
  

Logged

All About Lasik
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #3 on: July 26, 2011, 11:51:17 am »

โรคต้อหินเป็นโรคเรื้อรัง  ซึ่งต้องการการรักษาดูแลในระยะยาวและต่อเนื่อง  บางรายอาจจะต้องรักษากันไปตลอดชีวิต  ดังนั้นปัจจัยซึ่งมีผลในการรักษาโรคต้อหินให้ได้ผลดีที่สำคัญคือ  การที่ผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอและการได้รับยาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา  การพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
                   ในบางครั้งจะพบว่าผู้ป่วยต้อหินหลังจากมาตรวจตากับแพทย์แล้วได้รับการรักษาแล้วผู้ป่วยมีพฤติกรรมในการหยอดตามาได้สักระยะหนึ่งแล้วแต่ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างอาจมีการหยุดหยอดยาแล้วค่อยกลับมาหยอดใหม่อีกครั้งก่อนมาพบแพทย์  โดยประพฤติตัวแบบนี้หลาย ๆ ครั้ง  เมื่อแพทย์ตรวจจะพบว่าความดันตาปกติแต่ประสาทตาเสื่อมเพื่มขึ้นจากต้อหิน  การรักษาไม่ได้ผลดีแต่กลับทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ป่วยใช้ยาไม่ถูกต้องไม่ต่อเนื่องจึงมีผลต่อการรักษามาก
                   ปัจจัยที่จะช่วยให้การรักษาโดยการใช้ยาให้ถูกต้องและได้ผล
                    1.ผู้ป่วยควรรู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร  โดยแพทย์เป็นผู้แนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต้อหิน  รวมถึงการรักษาที่ถูกต้องและสม่ำเสมอในการรักษา  ความสำคัญของการใช้ยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง
                    2.การลุกลามของโรคในผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งไม่เท่ากัน  โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคลุกลามมากขึ้นได้แก่
                       - ผู้ป่วยสูงอายุ
                       - ความดันตาที่สูงมากก่อนได้รับการรักษา
                       - ความดันตาที่สูงมากในช่วงระยะเวลาที่กำลังรักษา
                       - ความดันตาที่ไม่สม่ำเสมอ
                       - เชื้อชาติ
                       - การมีเลือดออกที่ขอบของขั้วประสาทตา
                    3.ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยา  ซึ่งในปัจจุบันยาหยอดตาที่ใช้ในการรักษาต้อหินมีด้วยกันหลายกลุ่ม  การเลือกใช้ยาจึงต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของยา  ความปลอดภัย  ความทนต่อยาและราคา
                       ซึ่งในปัจจุบันพบว่ายาในกลุ่ม Prostaglandin ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการลดความดันลูกตาได้สูงสุด  ถึงแม้ว่ายาในกลุ่มนี้จะมีราคาทีสูงกว่ายาในกลุ่มอื่นก็ตาม  เมื่อเปรียบเทียบกับการสิ้นเปลืองในการใช้ยาและค่าใช้จ่ายรวมในส่วนอื่นแล้วพบว่ามีความคุ้มค่ากว่ายากลุ่มอื่น
                        ผลข้างเคียงของยาที่อาจพบได้เช่น ตาแดง  คอแห้ง  กระจกตาอักเสบ  สีของม่านตาเข้มขึ้น  ตาแห้งมาก เป็นต้น  ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดจากชนิดของตัวยาหรือเกิดจากสารกันบูดที่มีอยู่ในยาหยอดตาเกือบทุกชนิด  ซึ่งถ้าหากสามารถใช้ยาในการควบคุมโรคต้อหินให้น้อยชนิดที่สุดก็จะเป็นการลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย
                    4.การใช้ยาในการรักษาถ้าไม่รบกวนต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน  ไม่มีผลข้างเคียงมาก  ก็จะทำให้สามารถใช้ยาได้ถูกต้องและสม่ำเสมอ  ทำให้ควบคุมการดำเนินของโรคได้อย่างดี
                    ดังนั้นในการรักษาโดยการเริ่มใช้ยาจึงมีปัจจัยหลายอย่างที่จะใช้ในการตัดสินใจที่เริ่มใช้ยาทั้งในแง่ของ ประสิทธิภาพของยา  ความยากง่ายในการใช้ยา  ผลข้างเคียง  ราคา  ซึ่งอาจจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
  

Logged

All About Lasik
drtulaya
Hero Member
*****
Posts: 3248



« Reply #4 on: August 15, 2011, 04:48:07 pm »

ยาต้อหินตัวใหม่
Rock inhibitors และยา Prostaglandins ตัวใหม่เพิ่มหนทางในการรักษาโรคต้อหิน
                   หลังจากที่ ยาที่มีฤทธิ์เสมือน prostaglandin ถูกปิดสิทธิบัตรไปเมื่อไม่กี่ปี Rho-kinase หรือ ROCK inhibitors อาจกลายมาเป็นยาใน class ต้นๆเป็นครั้งแรกในการรักษาโรคต้อหิน ที่อาจจะตีตลาดได้ใน 2 ทศวรรษนี้ซึ่งยานี้ต่างกับยารักษาต้อหินส่วนใหญ่ที่จะช่วยให้ความดันลูกตา(IOP)ลดลงโดยลดการสร้างน้ำในลูกตา(aqueous) หรือช่วยเพิ่มการระบายใน uveoscleral สำหรับ ROCK inhibitors มีผลโดยตรงต่อ trabecular meshwork จากผลการศึกษาทางคลินิกพบว่ายานี้ยับยั้งการสร้างน้ำในลูกตาตั้งแต่เบื้องต้น จึงทำให้ความดันในลูกตาลดลงได้ดีพอๆกับตัว prostaglandin เอง
                   จักษุแพทย์นั้นต้องการยาที่เป็น trabecular drug เพื่อใช้เสริมฤทธิ์กันกับยาตัวอื่นในการลดความดันลูกตาลงซึ่งตัว Rho-kinase มีคุณสมบัตินี้ นอกจากนั้นตัว prostaglandins ตัวใหม่ก็จะพัฒนาต่อไปเพื่อเป้าหมายที่ตัวรับของ cell (cellular receptors) ที่มีหลากหลาย และให้มีความแตกต่างกับยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เดิมจักษุแพทย์คาดว่าจะมียาประเภท neuroprotectors อีกมากมายมาเพิ่มในอีก 1-2 ปี ซึ่งถึงในขณะนี้ก็ไม่มียาตัวใหม่ แต่ตอนนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาตัวยาประเภท neuroprotective effect เกิดขึ้น
ผลของยาตัวใหม่ที่มีต่อ trabecular meshwork
                    ROCK inhibitors แสดงให้เห็นว่ามีผลทำให้การไหลเวียนของน้ำใน aqueous เพิ่มขึ้นโดยทำให้ cell ใน trabecular meshwork คลายตัวลง (Relaxing) จึงเกิดช่องว่างระหว่างตัวมันเองมากขึ้น ในการศึกษากับสัตว์ทดลองพบว่ามีการไหลซึมผ่านในชั้น Schlemm?s canal เพิ่มขึ้น และอัตราการไหลออกของน้ำในลูกตาเพิ่มขึ้น 80 % ช่วงที่เกิดการอักเสบเป็นปัญหาต่อการทดสอบครั้งแรก การทดลองล่าสุดพบว่า ROCK inhibitors น่าจะใช้ได้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ขณะนี้มีอยู่ 6 บริษัทที่ได้ทดลองใช้ ROCK inhibitors ใน phase 1 ถึง phase 3  
                    บริษัท Aerie Pharmaceutical นำเสนอในที่ประชุม The Association for Research in Vision and Ophthalmology 2010 ถึงการศึกษาใน phase 2a จำนวนผู้ป่วย 89 คน ตัว AR-12286 สามารถลดค่าความดันลูกตาลงได้ถึง 6.8 mmHg หรือคิดเป็น 28 % พบอาการ Hyperaemia เล็กน้อยถึงปานกลางเป็นอาการแบบชั่วขณะในผู้ป่วยบางราย ไม่มีรายงานว่าพบผลข้างเคียงที่รุนแรง ต่อมาใน phase 2b ซึ่งศึกษาในเดือนกันยายน ผลการศึกษาก็ออกมาในเชิงบวก ได้มีการวางแผนการศึกษาในระยะต่อไปของ phase 2 ว่าจะเพิ่มจำนวนประชาชนขึ้นเพื่อให้ผลการศึกษาทดลองออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด และจะเริ่มการศึกษา phase 3 ในปลายปี 2010 นอกจากนี้บริษัท Aerie ยังมีการพัฒนายาต้อหินตัวอื่นๆด้วย รวมถึง AR-13324 ซึ่งเป็นยาตัวใหม่ที่มี 2 กลไกในการออกฤทธิ์ และเริ่มต้นศึกษาทดลองเรื่องการใส่ยาลงไปในเยื่อบุตา (conjunctiva insert) เพื่อให้ส่งตัวยาที่ใช้รักษาต้อหินออกมาได้ในระยะยาว เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ยาแทนการที่ผู้ป่วยจะต้องหยอดยาประจำวัน และลดปัญหาจากการที่ผู้ป่วยไม่หยอดยาหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์
                   บริษัท Santen-Ube ทดลองใช้ DE-104 ROCK inhibitors ได้ประสบผลสำเร็จจากการทดลองใน phase 2a ในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา และจะดำเนินการศึกษาทดลองใน phase 1 และ 2a เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้ยาในปริมาณที่สูงขึ้นกว่าเดิม บริษัทยังพัฒนา ATL313, A2A agonist ให้ได้รับการอนุญาตทางคลินิกอย่างเช่นยาต้อหินตัวอื่น
                   บริษัท Senjen-Novartis ผลการศึกษาทดลองใน phase 2 ของ Y39983 แสดงให้เห็นว่าเกิดผลข้างเคียงบางอย่าง แต่ก็พบว่ามีผลเรื่องการคลายตัวของ cell (relaxing) บน trabecular meshwork การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าอาจช่วยส่งเสริมในการฟื้นฟูตัวของ cell ประสาทตา (optic nerve)
                   บริษัท Altheos กล่าวว่า ATS907 และยาตัวแทนถูกออกแบบมาให้ง่ายในการใช้กับดวงตาและผลดัชนีการรักษาดีขึ้นเมื่อเทียบกับยาตัวอื่นๆของ ROCK inhibitors ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ข้อตกลงก่อนการศึกษาทางคลินิกคือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น การศึกษาทดลองทางคลินิกจะมีขึ้นในปี 2010 นี้
                   การใช้ยาที่มี ROCK inhibitors มีแนวโน้มว่าจะใช้หยอดตาวันละ 1 ถึง 2 ครั้งต่อวันและเป็นยาที่ปราศจากสารกันบูด (BAK preservatives) การพัฒนาให้ยาเกิดความหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานและเหมาะสมกับส่วนต่างๆของตารวมถึงในส่วนของทั้งหมดนี้คือ sub-Tenon,conjunctival insert,punctual plugs และ long-lasting gels
เป้าหมายของ prostaglandin ตัวใหม่
                   จักษุแพทย์คาดหวังว่ายาตัวใหม่นี้สามารถขยายผลการใช้ออกไปได้ เป้าหมายของ prostaglandins ตัวล่าสุดคือ FP receptor ยา Bimatoprost ก็ได้ผูกไว้กับ EP1 ยา Butaprost จากบริษัท Allergan มีเป้าหมายที่ EP3 และ EP4 และได้แสดงผลให้เห็นที่ ARVO ในปี 2002 คาดว่าต่อไปนี้ก็อาจจะมียาที่มี EP-targeting ใหม่
                   ในเรื่องของการส่งเสริมการผลิตตัว prostaglandin จากธรรมชาติก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในปี 2010 การประชุมของ The International Society for Eye Research ใน Montreal บริษัท Allergan กล่าวว่ายาที่มีสารประกอบพื้นฐานดังกล่าวมีอยู่ตาของกระต่ายแต่ไม่มีอยู่ในตาของมนุษย์จึงเป็นเหตุให้เกิดการหลั่งออกของ prostaglandins ในตามนุษย์
ปัญหาของ Neuroprotectives
                        โรคต้อหินเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและเป้าหมายของการรักษาคือการป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตา (optic nerve) ถูกทำลาย แต่การทดลองใช้ยา neuroprotective agent นั้นตัวยามีราคาแพง ทำให้อาจจะต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา หลายๆตัวของ neuroprotective agent ที่ได้พัฒนาแล้วนั้นนำมาจากบทความของทางระบบประสาทวิทยา และ ระบบศัลยประสาท ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากแต่ปัญหาใหญ่คือค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพของตัวยา มี cell ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า glial cell ซึ่งมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของโรคต้อหินแต่ที่จริงยังมีสาเหตุอีกหลายอย่าง
                   ยาบางชนิดเมื่อถูกพัฒนาเพื่อนำมาใช้งานแล้วเกิดความซ้ำซ้อนกัน ยกตัวอย่างเช่น ROCK inhibitors บางตัวพบว่าเป็น neuroprotective effect เมื่อถูกนำมาศึกษาทดลองใช้ใน cell ประสาทของสัตว์ทดลองก็ทำให้ยาอีกตัวของบริษัท Sucampo ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งและเปิดใช้งานโดย unoprostone  ซึ่งยานี้ FDA อนุมัติให้นำมาใช้ลดความดันลูกตาได้ในปี 2000 และในด้านของ neuroprotective อ้างว่ามีข้อบ่งชี้ที่เป็นไปได้สำหรับการใช้ในโรค retinitis pigmentosa และโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง (dry age-related macular degeneration) ยาใน class นี้ได้รวมถึง adenosine-1 agonist จากบริษัท Innotek ซึ่งได้มีการนำเสนอข้อมูลในที่ประชุม ISER ใน Montreal , ยา muscarinic selective compounds จากบริษัท Acadia-Allergan และยา cannabinoid CB1/2 agonist จากบริษัท Novartis
                   ที่น่าจับตามองคือยาของบริษัท Innotek แต่ Rho-kinase inhibitors และ prostsglandins ตัวใหม่ก็มีแนวโน้มจะได้ออกมาก่อน
 
                       
 
 
 
 
 
 
 
 
  

Logged

care 4 ur eyes
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #5 on: February 08, 2013, 12:19:16 pm »

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากพันธุกรรมนะค่ะ สำหรับใครที่คนในครอบครัวเป็นอยู่ เราก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นได้นะจ๊ะ  i37
  

Logged

All About Lasik
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to: