กระทู้แนะนำ โมเดลกระดาษรูปคุณหมอตุล
                มองโลกสดใสหลังทำ Lasik
               การ์ตูนความรู้เรื่องต้อหิน
               Anniversary Drtulaya.com "ความประทับใจ...คุณหมอตุลยา"
               Chic by Sunglasses
 
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: เบาหวานขึ้นจอตา  (Read 8697 times)
drtulaya
Hero Member
*****
Posts: 3248



« on: July 20, 2011, 06:44:19 am »

ผลการศึกษาเปรียบเทียบ 2 ปีในการรักษาผู้ป่วยโรคจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมจากเบาหวาน(DME)ด้วยการใช้ยา bevacizumab กับการใช้เลเซอร์รักษา
 
                    Dr Philip G Hykin ได้กล่าวไว้ว่าการใช้ยา bevacizumab (Avastin,Roche)ฉีดเข้าไปในน้ำวุ้นลูกตาเพื่อรักษาโรคจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมจากเบาหวาน(DME)ให้ผลการรักษาที่ดีกว่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับการใช้เลเซอร์รักษา เขาได้กล่าวผลการศึกษาเปรียบเทียบนี้ในการประชุมวิชาการครั้งที่สิบของ EURETINA
                    ผลการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนให้ใช้ยา bevacizumab ในผู้ป่วยที่มีจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมในระยะที่ไม่รุนแรงถึงขั้นจอประสาทตาขาดเลือด
                     Dr Hykin มาจากโรงพยาบาลตา Moorfields,London นำเสนอผลการศึกษาเปรียบเทียบ 2 ปีระหว่างการใช้ยา bevacizumab กับการใช้เลเซอร์รักษาในผู้ป่วยโรคจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมจากเบาหวาน(DME)
                     ข้อมูลจาก 80 ตาของผู้ป่วยที่มีจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมผู้ป่วยจะได้รับการเลเซอร์รักษาอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนจะถูกสุ่มมาให้ยา bevacizumab 1.25 mg
/0.05 ml ฉีดเข้าในน้ำวุ้นลูกตาทุก 6 อาทิตย์ ความถี่ในการฉีดต่ำสุดคือ 3 ครั้งและสูงสุดคือ 18 ครั้งใน 24 เดือน หรือให้เลเซอร์รักษาร่วมด้วยใน 4 เดือนแรกเป็น Laser photocoagulation ความถี่ในการเลเซอร์สูงสุดคือ 7 ครั้ง จุดสรุปแรกที่แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างการรักษาด้วยยา bevacizumab และการรักษาด้วยเลเซอร์คือสัปดาห์ที่ 52 จุดสรุปต่อมาคือจากเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่ได้มากกว่า 10 letters และระดับความหนาของจุดกลางรับภาพจอประสาทตาที่ลดลงระหว่างผู้ป่วย 2 กลุ่ม
                       เกณฑ์ที่สำคัญได้แก่จุดกลางรับภาพจอประสาทตาที่บวมจากเบาหวาน(DME) มีขนาดความหนาของจุดกลางรับภาพจอประสาทตา (Macula thickness) เมื่อวัดด้วยเครื่องถ่ายภาพตัดขวางจอประสาทตา (OCT) แล้วมากกว่า 270 ไมครอน เมื่อได้รับการรักษาแล้วระดับการมองเห็นอยู่ในระหว่าง 6/12 และ 3/60 และได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ไม่รวมผู้ป่วยที่วัดความหนาของจุดกลางรับภาพจอประสาทตาแล้วมากกว่า 1,000 ไมครอน หรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง รวมทั้งผู้ป่วยที่มีการดึงรั้งของน้ำวุ้นลูกตาบริเวณจุดกลางรับภาพ
                        Dr Hykin กล่าวว่าการรักษาทั้งสองวิธีจะถูกใช้เพิ่มต่อไปถ้าให้ยา bevacizumab แล้วขนาดความหนาของจุดกลางรับภาพประสาทตายังมากกว่า 270 ไมครอน หรือเมื่อวัดขนาดความหนาของจุดกลางรับภาพประสาทตายังมากกว่า 20 ไมครอนเมื่อเทียบกับความหนาตอนปกติที่วัดได้  
                        ผู้ป่วยจำนวน 42 คนที่ถูกให้ยา bevacizumab ร่วมด้วย และผู้ป่วยจำนวน 38 คนที่ได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียวอีก 2 ปีต่อมา ค่าเฉลี่ยของระดับการมองเห็นที่ดีที่สุดคือ 9 letters ในผู้ป่วยกลุ่มที่ให้ยา bevacizumab และ 2.5 letters ในผู้ป่วยกลุ่มที่ให้การรักษาด้วยเลเซอร์
                          ในปีแรกพบความแตกต่างระหว่างการรักษาทั้ง 2 แบบค่อนข้างน้อยทางสถิติและเนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์มีอาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเล็กน้อยเท่านั้น บางรายอาการแย่ลงมากซึ่งอาจจะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดมาจากการทำเลเซอร์ ค่าเฉลี่ย BCVA ของผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มที่ให้ยา bevacizumab เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่มีผู้ป่วยที่สูญหายไป และมีจำนวน 15 letters หรือมากกว่านั้นในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ได้ติดตามผู้ป่วย ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่ได้ยา bevacizumab มี 15 letters และ 50 เปอร์เซ็นต์ มี 10 letters หรือมากกว่านั้น
                             ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของผลภาพถ่ายตัดขวางจอประสาทตา (OCT) เมื่อเปรียบเทียบกันทั้ง 2 กลุ่มหลังจากรักษาผ่านไปแล้ว 12 เดือนแต่ก็ยังมีผลทางสถิติไม่เท่าใน 24 เดือน
                              Dr Hykin กล่าวว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาที่อาจจะมีขนาดเล็กเกินไปที่จะนำไปสรุปผลว่าวิธีการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยที่สุด ถึงแม้ว่าในการรักษาแบบวิธีนี้จะไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อจอประสาทตาเพิ่มขึ้นก็ตาม
                               ด้วยการใช้ยาฉีด bevacizumab นี้คะแนนของ BCVA letters score ใน 24 เดือนของการรักษาคือ 6.5 letters ซึ่งออกมาดีกว่าการใช้เลเซอร์รักษา และค่าเฉลี่ยของ BCVA คือ 8.7 letters เป็นค่าที่ดีกว่าค่ามาตรฐาน
                                จุดสรุปอีกข้อต่อมาคือผลลัพธ์ที่ออกมาส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับ ผลการศึกษาที่สนับสนุนให้ใช้ยา bevacizumab ในระยะยาวกับผู้ป่วยที่มีจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวม
​  Dr Hykin กล่าวเสริมว่าอย่างไรก็ดีเขาเชื่อว่าการใช้เลเซอร์รักษายังมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่มีจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมจากเบาหวาน(DME) แม้ผลการรักษาอาจดีขึ้นเล็กน้อยในระยะยาวก็ตาม เมื่อเราให้การรักษาร่วมกันโดยใช้ยาฉีดด้วยเราอาจจะลดความถี่ในการฉีดยาต่อไปในระยะยาว


Share  


Logged

care 4 ur eyes
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #1 on: July 20, 2011, 10:15:53 am »

แต่ถ้าเราสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาได้ ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ต้องมีวินัยในการรับประทานอาหารนะคะ 
  

Logged

All About Lasik
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #2 on: June 21, 2012, 02:22:11 pm »

ช่วงนี้มีคนถามเรื่องเป็นหวานแล้วจะทำเลสิคได้ไหม เลยเอากระทู้นี้ขึ้นมาฝากนะค่ะ  i27
  

Logged

All About Lasik
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #3 on: January 10, 2014, 02:34:12 pm »

โรคเบาหวานขึ้นตาเป็นข้อห้ามอีกอย่างที่อาจจำทำให้เราไม่สามารถทำเลสิค (Lasik) ได้นะค่ะ 
  

Logged

All About Lasik
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2206



« Reply #4 on: July 31, 2015, 11:12:42 am »

โรคเบาหวาน เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่ต้องมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้มาตรฐานก่อน จึงจะสามารทำเลสิกได้ค่ะ
  

Logged

All About Lasik
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to: