"ความประทับใจ...คุณหมอตุลยา"

<< < (4/7) > >>

PIM:
เข้าไปดูในยูทูปแล้ว น่ารักจังเลยค๊า เก่งมากอ่ะ แต่งเพลงให้คุณหมอตุลยาด้วย  onion1

PIM:
        เมื่อก่อน...มองหน้าเธอไม่ชัด
        ...มองเห็นคุณหมอมัวๆ
        ...มองรอบตัวไม่สดใส
        เดี่ยวนี้ ...เห็็นหน้าเธอชัดเจน
        ...เห็นคุณหมอคนสวย
        ...เห็นสิ่งรอบตัวสดใส
        เมื่อเจอคุณหมอตุลยา...เห็นรอยยิ้มที่จริงใจ
        ...เห็นหน้าคุณหมอคนสวย
        ...คำพูคที่เป็นกันเอง
        ...คอยให้กำลังใจกับคนไข้

        "โลกสดใส เพราะคุณหมอตุยลา"


จากคุณนงนุช  ยิ้มรังสฤษฎิ์

PIM:
จากคุณธโนดม   สุโขมา

ก่อนอื่นต้องกราบสวัสดีคุณหมอตุลย์ พี่พิม พี่เลขาอีกคน(ผมไม่รู้ชื่อ T-T) คนไข้คุณหมอตุลย์ทุกท่าน และสมาชิกเว็บบอร์ดทุกท่าน ฯลฯ ด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์งามๆ(มากไป!!!) ดีๆหล่ะ ก็ขอสวัสดีคุณหมอตุลย์และพี่ๆทุกคนนะครับ

ผมชื่อธโนดม โสขุมาครับ เป็นคนไข้ใหม่สดๆซิงๆไม่อิงนิยายกับคุณหมอตุลย์เลย นับว่าเด็กทั้งอายุคนไข้ ทั้งอายุจริงๆ รวมทั้งหน้าตาด้วย(แม้เพื่อนจะบอกว่าหน้าแก่มาก แต่ก็มิได้นำพา 555) โดยเข้ารับการรักษาสายตาสั้นด้วยวิธี prk เพื่อสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนนี่เอง เพิ่งครบ 1 เดือนไปหมาดๆ

ผมเห็นกิจกรรมนี้ตั้งแต่วันสองวันแรกที่พี่พิมpostลงในfanpageของคุณหมอเลย ในตอนแรกกะร่วมกิจกรรมเลย แต่เนื่องจากติดภารกิจคือการไปเข้าค่ายกวดวิชาช่วงต้นเดือนพอดี(หลังจากตาเริ่มหายแล้วก็ไปเลย) มีเวลาไม่มาก ซึ่งปกติผมเป็นคนชอบเล่าเรื่อง แถไปได้เรื่อยๆแม้สีข้างจะถลอกจนหลุดเป็นชิ้นๆเหมือนในหนังfinal destinationก็ยังสามารถแถได้(เรียกได้ว่าสีช้างหนาเหมือนหน้า //ไม่ใช่หล่ะ -0-) จึงคิดว่าเวลาตอนนั้นอาจจะไม่เพียงพอ คำนวณเวลาแล้วมาส่งร่วมกิจกรรมตอนกวดวิชาเสร็จแล้วก็ยังทัน วันนี้เลยแบ่งเวลามาเขียนความประทับใจที่มีต่อคุณหมอ รวมทั้งพี่ๆเลขา(ไม่ทราบว่าเป็นพยาบาลด้วยหรือเปล่า) และพี่พยาบาลทุกคนด้วยเลย รวมทั้งของรางวัลที่ล่อตาล่อใจ(ขอที่บ้านตั้งแต่ไอโฟน1ออก ที่บ้านบอกสอบได้ที่ 1 ได้เกรด 3.9+แล้วจะซื้อให้ ได้มาหลายรอบจนเกรดตกแล้วก็ยังไม่ได้ 555 แต่ที่ใช้ปัจจุบันก็ถือว่าโอเคทีเดียว เกิดได้เป็นทหารจริงๆ เอาไปขว้างหัวฆ่าศึกนี้ไม่พิการก็ตายคาที่แน่นอน 555) แต่อันนั้นเป็นเรื่องรอง เนื่องจากประทับใจในหลายๆส่วน แต่อาจจะไม่ได้บอกที่ศูนย์เนื่องจากความไม่สะดวกหลายๆอย่าง รวมทั้งความขี้อาย(เหรอ?) เลยไม่ได้มีโอกาสได้บอก กิจกรรมนี้จึงเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งความรู้สึกถึงคุณหมอและพี่ๆทุกคนซึ่งให้คำแนะนำ คำปรึกษา คำปลอบคำ การรักษาทุกอย่างในการทำprkครั้งแรกในชีวิต(ก็แน่หล่ะสิ ใครเค้าทำกันหลายรอบ -.-)

คำเตือน : เนื่องจากผมเป็นคนที่ชอบเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ในบทความนี้จึงจะเล่าตั้งแต่สาเหตุที่ต้องทำเลสิค การทำ หลังทำ สิ่งที่ประทับใจต่างๆ คือจะปูเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วค่อยไปสรุปตอนท้าย เรื่องคงยาวมากกกกกกกก บางทีเพ้อเจ้อไปบ้าง คุณหมอหรือพี่ๆที่อ่านโปรดอย่าสนใจ อย่าเพิ่งเบื่อไปก่อนนะคร้าบบบ T-T อาจใช้เวลาอ่านเยอะ ต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนทั้งหลาย ควรพักสายตาทุกๆ 1 ชั่วโมง ระยะห่างจากลูกตาประมาณ 20-25 นิ้ว และปรับความสว่างของจอภาพ และความสว่างของห้องให้เพียงพอต่อการอ่าน หากใครปริ้นมาอ่าน(จะมีเหรอ -0-) ก็ควรอ่านในที่ๆมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่ควรอ่านติดต่อกันนานเกินไป ควรพักสายตาด้วยนะครับ เพื่อสุขภาพดวงตาของทุกท่าน สายตาสั้นมันลำบากจริงๆ (พี่พิมและคุณหมอบอกมา กำลังปฎิบัติตามอยู่ครับผม :p)

เริ่มเลยละกันครับ หลังจากแพล่มมาประมาณ 1 หน้ากระดาษ(พิมพ์ในwordก่อน) ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรเลย(เสียงเพื่อนลอยมาว่า “แกเคยมีสาระด้วยเหรอ?”)

ตัวผมเองมีความฝันที่จะเป็นนายทหารของชาติมาตั้งแต่สมัยขึ้นม.4(ซึ่งปกติเค้าสอบกันตอนม.3 ทำให้เสียสิทธิ์ไป 1 ปี ไชโย!...T-T//บางคนรู้ตัวตั้งแต่ม.1แล้ว ผมช้ามากกก -.-) ซึ่งจุดประกายมาระดับจากวีรกรรมของทหารต่างๆในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วงปี 2553ในระดับนึง แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก จนได้มาอ่านหนังสือของพี่เตียว(Admin mayahol.com ผู้ที่ทำให้ผมได้เจอกับคุณหมอนั่นเอง เปรียบเสมือนแม่สื่อ 555) คือ เส้นทางสู่ดาวเงิน ทำให้ฝันนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเราอยากเป็นอย่างนั้น เราต้องการมีชีวิตแบบนั้น เราต้องทำอาชีพนั้น มันเป็นความฝันนึงของชีวิต


----------------------------------------
(หากย่อหน้านี้ไม่เหมาะสมลบได้เลยครับ อาจจะโยงการเมืองไปนิด(ไม่นิด -.-))
รวมทั้งในตอนนั้นเริ่มมีกระบวนการที่จะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จากบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่ตัวผมเองและครอบครัวนั้นเทิดทูน เคารพรัก และจงรักภักดีราชวงศ์จักรียิ่งชีวิต การที่มีขบวนการนี้มานั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และตั้งปณิธานไว้ว่าแม้เราจะเป็นพสกนิกรตัวเล็กๆที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรในตอนนี้คนหนึ่ง แต่เมื่อเราพร้อมมากกว่านี้ เราก็จะปกป้องสถาบันนี้ด้วยชีวิตเมื่อเราเติบโตขึ้นในอนาคต ราชองค์รักษ์จึงเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝัน ที่จะได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

จบย่อหน้าอันตรายแล้วครับ >>> แต่มีต่อนะครับ<<<

PIM:
เมื่อจุดเริ่มต้นของความฝันทั้งหมดมาบรรจบกัน ความฝันที่อยากเข้าโรงเรียนลูกผู้ชายที่ชื่อว่า”เตรียมทหาร”จึงชัดเจนขึ้นมาในหัว จะมีแต่เรื่องนี้วนเวียนๆทั้งวัน แต่ก็มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่อาจจะทำให้ไปไม่ถึงฝัน นั้นคือ “สายตาสั้น”

ส่วนตัวผมไม่รู้ว่าสายตาตนเองเริ่มสั้นตั้งแต่ตอนไหน คิดว่าคงประมาณป.4 เพราะเท่าที่จำความได้คือเริ่มมัวแล้ว พอป.6เริ่มมองกระดานไม่ชัด คนอื่นเห็นแต่เราไม่เห็น มัวมาก เพื่อนคนนึงก็สายตาสั้นเหมือนกัน เพิ่งไปตัดแว่นมา พอเรายืมใส่ตอนนั้นตกใจมาก เพราะภาพมันระดับไฮเดฟ!!!! ชัดแจ๋วเลย จึงเกิดการแย่งชิงแว่นเพื่อนกันอยู่เนื่องๆ จึงรู้ตัวตั้งแต่ตอนนี้ว่าสายตาสั้น แต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่กลัวพ่อแม่ดุ เพราะตอนนั้นเล่นคอมพิวเตอร์เยอะมาก ปิดเทอมเล่นทั้งวันตั้งแต่ตื่นยันหลับ จึงปล่อยไปเรื่อยๆ

พอมาม.1 เทวดาคนเห็นใจหนุ่มน้อยรูปหล่อ(?)คนนี้ ว่าสายตาสั้นขนาดนี้ยังไม่มีปัญญาไปตัดแว่น จึงประทานโครงงานของอะไรซักอย่างมาให้เป็นโครงการแว่นฟรี เมื่อตรวจสายตาครั้งแรกก็พบว่าสายตาสั้นถึง 350!!!(มานึกตอนนี้ยังตกใจ ตูเรียนไปได้ยังไงตั้งหลายปี -.-) จึงใช้แว่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

กลับเข้าเรื่อง หลังจากรู้ตัวเองว่าความผิดปกติของสายตาตนเองนั้นมีอุปสรรคต่อการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร จึงเริ่มทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขสายตา ซึ่งพบว่าสามารถแก้ไขสายตาได้ ตอนนั้นก็ยังไม่มีโรงพยาบาลหรือหมอคนไหนในใจ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนอนโรงพยาบาลหรือมีหมอประจำ (เนื่องจากเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัสทั้งหลายรังเกียจ เลยไม่กล้ามาแพร่พันธ์ -.-) แต่เนื่องจากเวลาอีกนานกว่าจะสอบ เลยไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเดี๋ยวค่อยคิดตอนใกล้ๆก็ได้

วันนึง ผมก็เข้าเว็บของพี่เตียวคือ mayahol.com ตามปกติที่เข้าทุกวัน สายตาจึงเหลือบไปเห็นแบนเบอร์โฆษณาอันหนึ่งที่มีข้อความว่า “แหล่งความรู้เรื่องเลสิค drtulaya.com” ซึ่งเรามีปัญหาและต้องศึกษาเรื่องนี้พอดี จึงตามเข้าไปดู จึงพบข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย จนตามไปเจอคลิปที่คุณหมอให้สัมภาษณ์ ก็พบว่าคุณหมอให้ความกระจ่าง และแนะนำทุกอย่างได้ชัดเจน เป็นหมอผู้หญิงด้วย(เป็นโรคอะไรไม่รู้ จะชอบหมอผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย) จึงคิดว่าถ้าจำทำจริงๆคงทำกับหมอคนนี้แหล่ะ

เวลาล่วงเลยไป แม้จะรู้ว่าสายตาสั้น แต่ก็ไม่ได้ทำล่วงหน้าเหมือนคนอื่นๆ เพราะยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะติดหรือเปล่า ถ้าไม่ติดก็เสียดายตังพ่อแม่ เพราะที่บ้านก็ไม่ได้มีกินมีใช้ ค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างสูง เลยคิดว่าสอบได้ติดรอบแรกแล้วค่อยว่ากันแล้วกัน

จนถึงวันสอบภาควิชาการก็ไปสอบตามปกติ ซึ่งตอนนั้นแว่นหายด้วยจึงพบกับความลำบากมากเนื่องจากอ่านอะไรไม่เห็นเลย แต่ถึงบอกอะไรไม่เห็นก็หวาดกลัวมากเพราะคนสอบเป็นหมื่นๆคนเลยที่เดียว มองไปเห็นแต่คนมาสอบสุดลูกหูลูกตา เมื่อประกาศผลสอบ ผลก็ออกมาว่าสอบติดรอบแรกภาควิชาการ หลังจากดีใจไปได้ประมาณ 1 วิ -.- สมองจึงส่งคำถามมาว่า “แล้วสายตาหล่ะ” สภาพจิตใจตอนนั้นจากที่กระโดดโลดเต้นอยู่บนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ก็วาร์ปด้วยความเร็วมากกว่าแสงดำดิ่งลงสู่ใต้ทะเลลึกไปเป็นเพื่อนเล่นแจ๊คกับโรสบนไททานิกทันที


ชิบหาไม่เจอแล้วววววว แล้วจะทำยังไงดี จึงเริ่มติดต่อเรื่องการแก้ไขสายตาต่างๆ ตอนนั้นวันประกาศผลประมาณวันที่ 10 เมษายน หลังจากโทรสอบถามแล้วร้อยละร้อยพบคำตอบที่ว่า “ช่วงสงกรานต์แพทย์จะไม่ทำการแก้ไขสายตาให้นะคะ เนื่องจากเป็นวันหยุด แพทย์จะหยุดตรวจ และการแก้ไขสายตานั้นหลังจากผ่าตัดแล้วจะต้องนัดมาดูอาการในวันถัดไป กว่าจะนัดคิว กว่าจะตรวจ กว่าจะทำ คงไม่สามารถทำการแก้ไขสายตาให้น้องได้นะคะ ขอบคุณค่ะ”

ตอนนั้นจึงหมดหวังมาก คงไม่ทันแล้ว คงต้องรอสอบปีหน้า เลยปลง แต่ก็ไปสอบรอบ 2 ปกติ เรื่องนอกจากเรื่องแก้ผ้าตรวจน้องชายแล้วการตรวจสายตายังเป็นอีกสิ่งที่ไม่อยากตรวจมากกกกก ตอนต่อแถวไปอ่านแผ่นตัวเลขใจเต้นตุ้บตับๆยิ่งกว่าเพลงจังหวะหัวใจของพี่บี้ พยายามจำตัวเลขที่คนก่อนๆอ่าน แต่ก็พูดกันเบามากกกกกกก พูดให้ดังๆหน่อยได้ม้ายยยยยยยยยยย สุดท้ายคือฟังไม่รู้เรื่องเลย เมื่อถึงตาตัวเองอ่านก็พบว่า “อ่านไม่ได้ซักตัว” แม้แต่ตัวบนสุดก็อ่านไม่ได้ แต่ตอนนั้นปลงหลายวันแล้วเลยไม่เป็นอะไร ป้าๆพี่ๆพยาบาลก็สงสารเลยมาปลอบกันยกใหญ่ จากที่ปลงเรียบร้อยแล้วจึงน้ำตาซึมขึ้นมาทันที 555

หลังจากตกรอบ 2 แล้วเลยอยากทำตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อยากพบเจอประสบการณ์อันเลวร้ายอีก จึงทำการติดต่อไปที่ศูนย์ท๊อปจักษุ เพื่อที่จะทำการตรวจสภาพตา และเค้ารับคำแนะนำในการรักษาจากคุณหมอที่ตั้งใจตั้งนานแล้วว่าจะทำด้วย นั้นคือคุณหมอตุลยานั้นเอง เย้ๆๆๆๆๆๆ(จุดพลุ 123152*10^1221.111ดอก หลังจากแพล่มมาเยอะคุณหมอก็ปรากฏตัวแล้ว)

ก่อนไปจึงทำการsearchประวัติคุณหมอจากInternetเป็นการทำการบ้านไปก่อน จึงพบว่านอกจากในบรรดาผู้ที่จะทำการสอบทหาร ตำรวจแล้ว เมื่อนำชื่อคุณหมอไปsearchในเว็บต่างๆ เช่น pantip.com ก็พบว่าคุณหมอนั้นhotยิ่งกว่าญาญ่า!!! มีประสบการณ์มากมาย รวมทั้งฟีดแบ็คต่างๆในทุกๆกระทู้ ทุกๆบล็อก ทุกๆที่ๆพูดถึงคุณหมอก็ดีมากถึงมากที่สุด ความมั่นใจจาก 99.99% ก็พุ่งเข้าสู่infinity คือจะฝากชีวิตไว้กับเธอคนนี้แน่นอน

หลังจากฝ่าจราจรอันติดขัด(มาก) รวมทั้งกลิ่นน้ำพริกจากคุณป้าคนข้างๆบนรถเมล์ ก็ถึงศูนย์ท๊อปจักษุอย่างปลอดภัย แม้จะต้องเดินย้อนกลับมาในระยะทางไกลพอสมควรเพราะคนขับลืมก็ตาม(เค้าบอกแล้วว่าเค้าไม่เคยมา ไม่รู้จะกดกริ่งตอนไหน ถึงแล้วให้บอกด้วย T-T)

เมื่อไปถึงศูนย์ท๊อปจักษุ นัดไว้บ่าย ไปถึงตั้งแต่11โมงกว่าๆ จึงไปนั่งรอตรงมุมร้านกาแฟ(หรือเปล่า?)ข้างล่าง นำโบรชัวร์มาอ่านฆ่าเวลา จึงเพิ่งรู้ตอนนั้นนี่เองว่าprkก็คือlasikชนิดหนึ่ง(โง่มาตั้งนาน -.-) เมื่อใกล้บ่ายจึงไปรายงานตัวต่อคุณพยาบาลข้างล่าง ก็พบว่าเวลานัดของเราคือตอนเที่ยง(จำผิดนี่เอง มานั่งรอให้เสียเวลาทำไมไม่รู้เป็นชั่วโมง ขอโทษพี่ๆทุกคนมา ณ ที่นี้ -/\-) จากนั้นพี่พยาบาลก็พาขึ้นไปด้านบน ไปตรวจสภาพตาตามขั้นตอน จากนั้นก็ไปนั่งรอพบคุณหมอ

เมื่อย่างก้าวแรกเข้าไปในศูนย์ปุ๊ปจึงพบว่าคนเยอะมากกกกกก และคุณหมอพูดจาฉะฉานเสียงดังชัดเจนมาก ทะลุออกนอกห้องกันเลยทีเดียว ก็ไปนั่งรอฆ่าเวลา พี่พยาบาลเห็นรอนานเลยชงนมสดมาให้กิน(อร่อยมากๆ) จึงถึงบางอ้อว่าของในตู้เย็นเล็กสามารถกินได้ เลยจัดยูนีฟกับแลคตาซอยไปประมาณ 7 กล่อง(ไม่ได้กินข้าวเช้าและข้าวกลางวัน กินเยอะไปหรือเปล่า เค้าขอโทษ T-T)

และแล้ว เวลาที่รอคอยก็มาถึง!!! เมื่อคุณพยาบาลเรียกเข้าไปพบคุณหมอ ก็พบว่าคุณหมอนั่งยิ้มหน้าบานต้อนรับคนไข้อย่างดีในห้องตรวจ คุณหมอจึงซักถามไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อคุณหมอรู้ว่าสอบผ่านภาควิชาการแล้ว แต่ไม่ผ่านรอบที่ 2ในส่วนของสายตา คุณหมอก็บอกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก ปีหน้าเอาใหม่ เอาที่ 1 เหล่าเลยเนอะลูก เก่งอยู่แล้ว” ซึ่งประโยคนี้เป็นประโยคที่ประทับใจมากๆ ทั้งสีหน้า แววตา และคำพูดของคุณหมอ สื่อให้รู้ว่าคุณหมอเห็นใจ เป็นห่วง และให้กำลังใจจากใจจริงๆ รวมทั้งตนเองไม่เคยเจอหมอคนไหนเรียกเราซึ่งเป็นคนไข้ว่า”ลูก”ทำให้ประทับใจขึ้นหลายเท่า(ปกติเวลาไปหาหมอเวลาเป็นหวัด หรือเวลาปกติ หมอจะเหลือบตาดูพร้อมซักถามอาการประมาณ 3 วิ แล้วก็เสร็จ แต่ก็เข้าใจว่าคุณหมอต้องรีบเพราะคนไข้เยอะ) เมื่อแนะนำซักถามกันเสร็จแล้ว คุณหมอก็เดินมาเปิดประตูให้เอง ตอนนั้นแปลกใจมากเพราะไม่เคยเจอหมอทำให้ยังงี้ อีกอย่างคือคุณหมอสบายๆ ไม่รีบตรวจ

หลังจากตรวจเสร็จก็มาเคลียร์ค่าใช้จ่าย และพี่พยาบาลน่ารักๆ(น่ารักจริงๆ โฮกกกกกก >_<) ก็มาแนะนำเรื่องค่าใช้จ่ายจริงๆในการทำ ซึ่งนัดไว้เรียบร้อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเนื่องจากทางบ้านติดปัญหาเรื่องการเงินพอดี

ต่อกัันอีกนิดนะครับอย่าพึ่งเบื่อ

PIM:
เวลาผ่านไปเมื่อการเงินพร้อมแล้วจึงนัดไปใหม่พร้อมทำในวันเดียวกันในช่วงปลายกันยา ครั้งนี้จึงเปลื่ยนมาที่โรงพยาบาลปิยะเวท เพราะsearch google map ดูจึงพบว่าโรงพยาบาลอยู่ใกล้หอที่กรุงเทพเพียงแค่กั้นลมตด(ไม่เคยได้ยินชื่อ นึกว่าอยู่ไกล ตอนแรกเลยไปที่ศูนย์ทีอปจักษุ) จึงนัดไปที่โรงพยาบาลปิยะเวท เมื่อนำชื่อโรงพยาบาลไปsearchก็พบว่าเป็นโรงพยาบาลระดับไฮโซที่เดียว จึงมีความมั่นใจขึ้นอีกเป็นกองพะเนินเทินทึก

มาถึงวันนัดก็ตรวจสายตาโดยละเอียดใหม่ตามปกติ จุดโฟกัสอยู่ที่การตรวจความดันลูกตา ที่จะมีลมพ่นออกมา สะดุ้งเหมือนตัวเองกำลังล่าท้าผีในคนอวดผีทุกที แต่พี่พยาบาลไม่ขำเลยไม่อายมาก >_< จากนั้นก็รอพบคุณหมอ หลังจากลงไปกินแซลมอนราดซอส(ปู่ออกให้เลยสั่งแพง 555 ถ้ามาเองคงไข่เจียวหมูซับ) ก็นอนรอคุณหมอ จนหลับไป สะดุ้งอีกทีพยาบาลกำลังเรียกชื่ออยู่เพราะคุณหมอมาแล้วเลยไปพบคุณหมอในสภาพครึ่งผีครึ่งคน 555

เมื่อเช้าไปถึง คุณหมอก็น่ารักเหมือนเดิมทุกอย่าง ที่สำคัญคือคุณหมอสวยขึ้นเนื่องจากไม่มีชุดผ่าตัดและแมสบดบังใบหน้าคุณหมอเหมือนครั้งที่แล้ว:p ไม่สามารถเดาอายุคุณหมอเลยมาสืบอายุในเน็ต ก็พบว่าคุณหมอหน้าเด็กมว้ากกกกก(อันนี้ไม่เกี่ยว -.-) พี่เลขาคุณหมอในห้องไม่รู้ว่าพี่พิมหรือพี่อีกคนก็น่ารักมากกกก(ทั้งหน้าตาและอย่างอื่น >_<)

จากนั้นก็รอขึ้นเขียง พี่พยาบาลก็มาให้กินยา เปลื่ยนชุด แล้วก็เข็นเข้าห้องผ่าตัด ตอนแรกไม่กลัวแต่เมื่อเห็นเขียงที่รออยู่ ภาพในหนังไฟนอลภาค 5 ที่ตัวละครไปทำเลสิคแล้วเครื่องผิดพลาด สุดท้ายก็ตกตึกตายก็แว๊บเข้ามาในสมอง(https://www.youtube.com/watch?v=iqFRv7PYztE&feature=related) จากนั้นเลยหวาดกลัวขึ้นมาทันที หลังจากขึ้นเขียงแล้วพี่พยาบาลที่เสียงน่ารักมากก็มาหยอดยาชาให้ ซึ่งความแสบตาก็ทำให้ความกลัวหายไปทันที 555 (พี่พยาบาลบอกว่าตัวสั่นมาก แต่ไม่รู้ผมตัวนะว่าตัวสั่น)

ไม่นานคุณหมอก็เข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เริ่มทำกันเลย ระหว่างทำคุณหมอก็มาขูดกระจกตาออกคุณหมอมือเบามาก ไม่เจ็บเลย จากนั้นก็เริ่มทำการยิงเลเซอร์ ก็ได้แต่จ้องแสงสีแดงสีเขียวอย่างเดียวเพราะหมอบอกว่าต้องตั้งใจ ไม่งั้นไม่ดีนะจ๊ะ คุณหมอก็พูดให้กำลังใจตลอดการทำ พร้อมพี่พยาบาลที่ช่วยนับถอยหลังประหนึ่งเค้าท์ดาวน์ปีใหม่ก็สร้างบรรยากาศที่สนุกสนานมาก 555 ไม่น่ากลัวเหมือนในหนังเลย เหมือนกันอย่างเดียวคือพี่พยาบาลและคุณหมอน่ารักเหมือนตุ๊กตาหมีในหนัง 555

หลังจากทำเสร็จก็พบกับโลกใหม่ที่สดใสขึ้นซักแปป จากนั้นอาการแสบตาก็ถาโถมเข้ามาไม่ยั้งประหนึ่งพายุแซนดี้ที่กำลังถล่มอเมริกาอยู่ในเวลานี้ จากนั้นพี่พยาบาลก็ให้ยาแก้ปวดพร้อมปิดฝาครอบตาให้ ความฝันวัยเด็กจึงสำเร็จในเวลานี้นี่เอง เราเป็นไอ้มดแดงแล้ววววววววว วะฮ่าๆๆๆๆๆ(อันนี้บ้า -0-)

ซึ่งในการรักษานั้นนอกจากคุณหมอ พี่พิม(หรือพี่เลขาอีกคนไม่ที่ไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบว่าคนไหน รู้ว่าน่ารักมาก) ขอพูดถึงพี่พยาบาลอีกคนนึงคือพี่พยาบาลจุ๋มที่จะใส่เสื้อคลุมที่ดำ ที่ให้กำลังใจและให้คำแนะนำที่ดีตลอดการรักษา ให้เบอร์โทรไว้ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามได้ตลอด แนะนำยาต่างๆให้ และช่วยเซฟงบให้อีกด้วย ขอขอบคุณมาก ณ ที่นี้ครับ

หลังจากการทำ ในวันแรกอาการแสบตาก็ถาโถมเข้ามาประหนึ่งวันสิ้นโลก แสบตามากกกกกกก จึงกินยานอนหลับและยาแก้ปวดไปหลายเม็ด ก็สามารถทำให้ค่อยยังชั่วขึ้นมาและหลับได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ห้วงนิทราก็ไม่สามารถต้านทานอาการปวดได้จึงตื่นมาปวดต่อถึงเช้า น้ำตาไหลเป็นลิตร คาดว่าหากผู้กำกับจำเลยรักมาพบผมตอนนั้นคงเลือกผมไปเป็นโศรยาแทนแอฟ ทักษอรเป็นแน่แท้ เพราะน้ำตาสั่งได้(ไม่สั่งก็ได้ ไหลอยู่ดี 555)

หลังจากนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันพบหมอ(วันที่4) มาคราวนี้คุณหมอก็น่ารักเหมือนเดิม ทักทายอย่างร่าเริง ชมว่าแผลสวย ดูแลดีมาก พร้อมคำแนะนำต่างๆอีกมากมาย(แอบกระซิบว่าชอบชุดคุณหมอมาก สีเหลืองทั้งตัวทีเดียว) คราวนี้คุณหมอสั่งให้กินวิตามินซีด้วย ซึ่งเหมือนหน้าใสขึ้น(หรือคิดไปเองไม่รู้นะครับ 555)

หลังจากนั้นก็นัดอีก 1 เดือน ซึ่งอีกไม่กี่วันก็ต้องไปหาคุณหมออีกแล้ว ^__^ ตอนนี้สายตาชัดแจ๋วเหมือนได้ชีวิตใหม่!!! ชัดแจ๋ว ชัดมากกว่าเวลาใส่คอนแทคเลนส์อีกหลายเท่า ชัดระดับซูเปอร์ไฮเดฟ ชัดมว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก ตอนนี้ไม่ต้องแคร์คอนแทคและแว่นที่บดบังใบหน้าอันหล่อเหลา(?)อีกต่อไปแล้ว จบกันที ถึงมาง้อก็จะไม่กลับไปใส่แน่นอน 555

หลังจากแพล่มมาเยอะ ก็ได้เวลาสรุปความประทับใจ

1)คุณหมอตุลย์เป็นหมอที่เก่ง เชี่ยวชาญมากในเรื่องการแก้ไขสายตา
2)คุณหมอไม่รีบในการตรวจ ตรวจสบายๆ คุยชิวๆเหมือนคุยกับญาติผู้ใหญ่(พี่สาวนั่นเอง 555) สร้างความเป็นกันเองระหว่างหมอกับคนไข้
3)คุณหมอเป็นคุณหมอที่น่ารัก ใจดี ให้คำแนะนำดี ใส่ใจต่อคนไข้ในทุกๆเรื่องไม่เฉพาะแค่เรื่องทางการแพทย์อย่างเดียว มีการถามความเป็นไปของคนไข้ในทุกๆเรื่อง มองคนไข้เหมือนเพื่อน เหมือนลูกหลาน ซึ่งไม่เคยเจอหมอแบบนี้มาก่อน ทำให้ประทับใจมาก
4)คุณหมอเรียกผมว่ารูปหล่อตอนครั้งแรกที่ไปตรวจ(อันนี้เหมือนจะไม่เกี่ยว 555)

การที่ผมเหมือนได้ตาคู่ใหม่ สามารถเดินต่อตามฝันของตนเองเพื่อพิทักษ์แผ่นดินไทยและเป็นรั้วให้กับทุกๆคนได้ สมมติว่าฝันผมไม่สำเร็จ(แต่ผมจะทำให้สำเร็จให้ได้!!!) ก็เป็นประโยชน์อย่างมากในการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไม่ลำบากอีกต่อไป ทั้งหมดนี้ก็เพราะคุณหมอตุลย์และพี่ๆทุกคน ถ้าเกิดผมมีโอกาสเป็นผบ.ทบ.ขึ้นมา คุณหมอถือว่าเป็นส่วนร่วมในการสร้างผบ.ทบ.มาคนนึงเลยนะครับ 555(อันนี้เพ้อเจ้อ โปรดอย่าสนใจครับ 555)

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณอีกครั้ง และอีกครั้ง

คุณหมอตุลยา ตั้งศิริพัฒน์.....สำหรับการผ่าตัด การรักษา คำแนะนำดีๆ ความเป็นห่วงและกำลังใจดีๆที่มอบให้

พี่พิมและพี่เลขาอีกคน ..........สำหรับคำแนะนำ คำปรึกษา และการบริการอย่างรวดเร็วต่างๆในการติดต่อทุกอย่าง

พี่พยาบาล บุรุษพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคน..........สำหรับคำปรึกษา คำแนะนำ และการตรวจสภาพตาต่างๆ

ขอบคุณทุกคนจริงๆครับ

ปล.ถ้าผมตามฝันสำเร็จ ผมจะหาของฝากจากบ้านนาไปฝากคุณหมอนะคร้าบบบบบ :p
ปล2.หากเขียนวนไปวนมา ไม่รู้เรื่อง ก็ขอโทษด้วยครับ

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page