กระทู้แนะนำ โมเดลกระดาษรูปคุณหมอตุล
                มองโลกสดใสหลังทำ Lasik
               การ์ตูนความรู้เรื่องต้อหิน
               Anniversary Drtulaya.com "ความประทับใจ...คุณหมอตุลยา"
               Chic by Sunglasses
 
Pages: [1]
  Print  
Author Topic: จะเรียกอาการตาแห้งว่าเป็นโรคอะไรดี?  (Read 5625 times)
jurairat
Sr. Member
****
Posts: 373



« on: September 14, 2011, 05:19:27 pm »

อาการตาแห้งจะเรียกชื่อว่าโรคอะไรดี?

                    ตาแห้งเป็นโรคที่เกิดกับผิวของดวงตา Ocular surface การรักษาของแพทย์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและอาการแสดง การตั้งชื่อโรคจึงอาศัยเหตุผลในข้อนี้ตั้งชื่อว่า ?โรคตาแห้ง? แต่ก็มีข้อโต้เถียงกันในวงการจักษุแพทย์ว่าที่จริงแล้วผู้ป่วยตาแห้งไม่ได้เกิดเฉพาะอาการตาแห้งแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งก็มีเหมือนกันที่น้ำตาออกมามากขึ้นกว่าปกติซึ่งมักจะเกิดในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีการระเหยหรือไหลเวียนออกของน้ำตามากเกินไป ดังนั้นจึงมีการคิดที่จะใช้คำให้เหมาะสมว่า ?กลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของระบบน้ำตา? ดูเหมือนจะเป็นคำที่ดีในการอธิบายถึงสิ่งที่เกิดกับผิวของดวงตา แต่ก็ยังเป็นคำที่ไม่เหมาะสมพอที่จะใช้แทนคำว่า ?โรคตาแห้ง? ได้ เพราะว่ามันเป็นคำที่ซับซ้อน และอาจจะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจได้ยากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก จักษุแพทย์บางท่านก็คิดที่จะใส่คำว่า ?ผิวของดวงตา? ลงไปในชื่อโรคด้วยเพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปออกมา




ปัจจัยที่มีผลต่อโรคตาแห้ง

                ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการตาแห้ง ที่มีผู้ป่วยกล่าวถึงบ่อยๆได้แก่การใช้สายตาอ่านหนังสือ การใช้คอมพิวเตอร์ เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดอาการตาแห้งมากขึ้น ได้มีผู้ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่อยู่ในปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้และผู้ที่อยู่ในภาวะปกติพบว่ามีอัตราการกระพริบตาลดลง และการกระจายตัวของน้ำตาที่ผิวของดวงตาลดลงด้วยเช่นกัน
                การศึกษาในไต้หวันมีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คน มีจำนวนกว่าครึ่งที่ทำงานในอาคารสถานที่ และมีความชุ่มชื้นในระดับปานกลาง การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานในปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคตาแห้ง (DED : Dry Eye Disease)
                การศึกษาอื่นๆในนักบินชาวออสเตรเลียจำนวน 1,246 คนพบว่ามีอาการของโรคตาแห้งถึง 70 % ในขณะที่อยู่ระหว่างทำการบิน มีเพียง 5 % เท่านั้นที่มีอาการในเวลาอื่น
                การศึกษาล่าสุดในแถบเอเชีย ในทิเบต มองโกเลีย และอินเดีย พบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีระดับ
ความสูงมากๆ (มีความชื้นต่ำ) มีความชุกในการเกิดโรคตาแห้งถึง 50 %
                นอกจากนั้นยังมีจักษุแพทย์ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าในการเฝ้าสังเกตกลุ่มผู้ป่วยในสภาพสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำ และมีอากาศไหลเวียนผ่านตลอดเป็นเวลา 3 วัน พบว่าการที่ผู้ป่วยมีพื้นผิวตาแห้งจะส่งผลในการสร้างน้ำตาของต่อมน้ำตาลดลงจึงสรุปได้ว่าปัจจัยแวดล้อมอย่างความชื้นที่ต่ำ การพักอาศัยอยู่ในที่ๆมีระดับความสูงมากๆ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดในโลกในโลกก็ตามก็พบว่ามีผลต่อการเกิดโรคตาแห้งทั้งสิ้น





ปัจจัยในเรื่องของยาที่มีผลต่อการเกิดโรคตาแห้ง

                พบว่ายาในกลุ่มคลายกังวล Antidepressant และ Anticholinergic ,ยาในกลุ่ม Beta ?blocker เช่นยาลดความดันโลหิตบางชนิด และยาแก้แพ้ Antihistamine มีผลทำให้เกิดอาการตาแห้งเพิ่มมากขึ้น


การวินิจฉัยโรคตาแห้ง

                การวินิจฉัยโรคตาแห้งนั้นจักษุแพทย์จะซักถามถึงอาการตาแห้งที่เกิดขึ้นและจะถามถึงประวัติของอาการตาแห้งที่ผู้ป่วยเคยเป็นมา โดยทั่วไปจะพบอาการตาแห้งจากความผิดปกติของน้ำตาที่มีการสร้างออกมาน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการแย่ตลอดทั้งวันไม่ต่างกับอาการตาแห้งที่เกิดจากการที่มีน้ำตาแห้งไวกว่าปกติ คือมีอาการระคายเคืองตา รู้สึกเหมือนมีผงเข้าตา
         ในผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ส่วนใหญ่ก็พบว่าผู้ป่วยว่ามีอาการตาแห้งจากการสร้างน้ำตาน้อยลงเช่นกัน
                อาการตาแห้งชนิดที่น้ำตาแห้งไวกว่าปกติจะพบว่าผู้ป่วยมีอาการแย่มากๆในช่วงเช้า บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าต่อมสร้างน้ำตาที่อยู่รอบๆเปลือกตามีไขมันที่ผิดปกติมาอุดตันสะสมกันในช่วงกลางคืนเกิดความผิดปกติในการสร้างน้ำตาเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมีอาการแสบเคืองตา ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ผิวหนังด้วยเช่นกัน เช่นเป็นสิวบ่อยๆ หรือมีอาการที่ผิวหนังบริเวณใบหน้าแดงคล้ายๆการมีสิวเห่อ (Rosacea)  ในการตรวจตาก็จะพบเห็นได้โดยง่ายจากอาการที่แสดงออกมาคือ ผู้ป่วยมีเปลือกตาบวมแดงจากการที่ต่อมสร้างน้ำตาที่อยู่รอบๆเปลือกตาทำงานผิดปกติ หรือเกิดการอุดตันของต่อมไขมันที่อยู่รอบๆเปลือกตา อาการตาแห้งที่เกิดจากการสร้างน้ำตาน้อยจะทำให้มีแผ่นน้ำตาที่มาเคลือบอยู่บนผิวตาลดน้อยลงเมื่อจักษุแพทย์ตรวจวัดระดับของตาแห้งโดยใช้ Schirmer score ก็จะพบว่าคะแนนที่ออกมาต่ำกว่าค่าปกติมาก และเมื่อแพทย์ย้อมบริเวณเปลือกตาด้านในด้วยสีชนิดพิเศษ (Fluorescein) จะพบว่าบริเวณเปลือกตาด้านในติดสีที่ใช้ย้อม
                ผู้ป่วยที่มีอาการตาแห้งชนิดที่น้ำตาแห้งไวกว่าปกติมักจะพบว่ามีความผิดปกติของต่อมไขมันที่อยู่รอบๆเปลือกตาด้วย และยังพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (Staphylococcal cooensals) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น       
                จักษุแพทย์บางท่านให้ความเห็นว่าหากตรวจระดับตาแห้งโดยใช้ Schirmer score มีคะแนนในระดับปกติ ต่อมไขมันที่อยู่รอบๆเปลือกตาเกิดความผิดปกติ (Mybomion Gland Dysfunction) และย้อมเปลือกตาด้านในติดสี อาจจะให้การวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยมีตาแห้งแบบน้ำตาแห้งไวกว่าปกติ
                หากตรวจระดับตาแห้งมีคะแนนต่ำกว่าปกติ ก็แสดงให้เห็นว่ามีปัญหาเรื่องการสร้างน้ำตาลดลง ต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่าเป็นอาการตาแห้งชนิดที่มีการสร้างน้ำตาน้อย หรือเป็นตาแห้งชนิดที่เกิดขึ้นเพราะน้ำตาแห้งไวกว่าปกติ
                กล่าวได้ว่าหากผู้ป่วยเกิดความผิดปกติทั้งในส่วนของท่อน้ำตา และต่อมไขมันที่อยู่รอบๆเปลือกตาผู้ป่วยจะเกิดอาการตาแห้งได้ทั้งแบบที่มีการสร้างน้ำตาน้อย และแบบที่มีน้ำตาแห้งไวกว่าปกติ อย่างไรก็ดีตาแห้งทั้งสองแบบนี้อาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยเริ่มต้นด้วยการมีอาการตาแห้งชนิดน้ำตาแห้งไวกว่าปกติซึ่งเกิดจากการที่ต่อมไขมันที่อยู่รอบๆเปลือกตาทำงานผิดปกติ และหากอาการตาแห้งที่เป็นรุนแรงมากขึ้น พื้นผิวตาจะเกิดความเสียหายการสูญเสียประสาทรับความรู้สึกของกระจกตาที่เกิดขึ้นทำให้ต่อมน้ำตาถูกกระตุ้นน้อยลงจึงสร้างน้ำตาออกมาทดแทนน้อยลง

การรักษาโรคตาแห้ง


                ยาส่วนใหญ่ที่แพทย์ใช้รักษาตาแห้งคือน้ำตาเทียม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวกระจกตา และการให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีในการบรรเทาอาการตาแห้ง เช่นอธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรคตาแห้ง ความผิดปกติหรือการอักเสบของต่อมไขมันที่อยู่รอบๆเปลือกตา แนะนำการประคบอุ่นที่เปลือกตาเพื่อให้ต่อมไขมันขับสิ่งสกปรกออกมารวมทั้งวิธีการทำความสะอาดบริเวณเปลือกตา การหลีกเลี่ยงภาวะต่างๆที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและเป็นสาเหตุของตาแห้งเช่น หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีลมแรง ฝุ่นควัน มีแสงแดดจ้า ด้วยการใส่แว่นตากันแดดกันลม แนะนำให้พักสายตาบ่อยๆทุก 10 นาทีหากต้องทำงาน หรือใช้สายตาติดต่อกันหลายชั่วโมงเช่นอ่านหนังสือ เอกสาร การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการเกิดโรคตาแห้งเป็นต้น
                หัตถการที่แพทย์ใช้ในการรักษาตาแห้งเช่น การอุดท่อน้ำตา สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตาแห้งจากการสร้างน้ำตาน้อยเป็นต้น
                ในการใช้ยาน้ำตาเทียมในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย แพทย์อาจจะเริ่มให้ยาหยอดตาน้ำตาเทียมชนิดขวดแบบธรรมดา หากยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรอาจให้เป็นน้ำตาเทียมชนิดที่ไม่มีสารกันเสียเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหยอดยาได้บ่อยขึ้นโดยที่ไม่มีผลเสียกับกระจกตา
                ยาน้ำตาเทียมชนิดเม็ด (Tear pellet) ใช้ใส่ลงไปบริเวณกระพุ้งตาด้านล่างเพื่อให้ตัวยาค่อยๆละลายออกมาเวลาโดนน้ำตาของผู้ป่วยเอง ซึ่งยาในรูปแบบนี้จะช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่กระจกตาได้เป็นระยะเวลานาน แต่ขณะที่ยาละลายออกมาอาจจะรบกวนการมองเห็นของผู้ป่วยได้ ดังนั้นอาจใช้ยาชนิดนี้ในตอนกลางคืนขณะที่ผู้ป่วยนอนหลับในตอนเช้าผู้ป่วยก็จะรู้สึกสบายตาขึ้นกว่าเดิม
                และยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่เรื่องการให้ผู้ป่วยรับประทานไขมันชนิดโอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids) ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยให้อาการตาแห้งของผู้ป่วยดีขึ้นกว่าเดิม


Share  


« Last Edit: October 04, 2011, 07:06:03 pm by jurairat »
Logged
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2160



« Reply #1 on: September 15, 2011, 09:38:51 am »

ไม่อยากจะบอกเลย พิมเป็นคนหนึ่งที่มีอาการตาแห้งตลอดยิ่งช่วงไหนที่พักผ่อนนอน เช้ามาเคืองตาสุดๆๆคะ 
  

Logged
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2160



« Reply #2 on: February 28, 2012, 04:30:06 pm »

ช่วงนี้ตื่นนอนตอนเช้า ลืมตาไม่ขึ้นเลย เพราะตาแห้งมาก ต้องพยายามหยอดน้ำตาเทียมเวลาตื่นกลางดึกช่วยบรรเทาอาการ
  

Logged
PIM
Administrator
Hero Member
*****
Posts: 2160



« Reply #3 on: March 19, 2014, 10:59:27 am »

ช่วงนี้พิมทำงานอยู่กับคอมฯ เป็นเวลานานทำให้ตาแห้ง เริ่มมองภาพไม่ค่อยชัดแล้ว T T 
  

Logged
Pages: [1]
  Print  
 
Jump to: